Nadear Jupjup
6
All posts from Nadear Jupjup
Nadear Jupjup in Nadear Jupjup,

ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าเศรษฐกิจชาติกำลังพัฒนา

ประเทศกำลังพัฒนาต้องพุ่งเป้าในเรื่องนโยบายยกระดับผลผลิตท้องถิ่น เพื่อการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว

 

วิกฤติการเงินโลกครั้งล่าสุด ผ่านมาร่วม 4 ปีแล้ว และในปัจจุบันดูเหมือนว่า ปัญหาการเงินอย่างรุนแรงในครั้งนั้นกำลังหายไปจนเกือบหมด

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในสถานะบอบบางอย่างมาก โดยรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ฉบับล่าสุดของธนาคารโลก ที่เปิดเผยออกมาเมื่อวานนี้ (16 ม.ค.) ชี้ว่า เป็นเพราะประเทศที่มีรายได้สูงยังคงตกอยู่ท่ามกลางความผันผวน และมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างเชื่องช้า

สถานการณ์ต่างๆ ยังไม่เลวร้ายมากนัก เพราะรายงานระบุว่า แม้เศรษฐกิจประเทศรายได้สูงจะโตอย่างเชื่องช้า แต่โอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนายังคงแข็งแกร่งอยู่ แม้จะมีอัตราการเติบโตช้ากว่าในช่วงก่อนเกิดวิกฤติราว 1-2% ก็ตาม 

ในการที่จะทำให้การขยายตัวเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้นนั้น ประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นต้องพุ่งเป้าความสนใจไปในเรื่องนโยบายสำหรับการยกระดับผลผลิตในประเทศ เพื่อรับประกันถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว 

ธนาคารโลกประเมินว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โลกในปี 2555 น่าจะขยายตัวราว 2.3% โดยยังคงตัวเลขคาดการณ์สำหรับปี 2556 ไว้ที่ 2.4% ก่อนที่จะปรับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 3.1% ในปี 2557 และ 3.3% ในปี 2558

เมื่อปีที่แล้ว บรรดาประเทศกำลังพัฒนา มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ชะลอตัวมากสุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ด้วยจีดีพีขยายตัวราว 5.1% โดยในปีนี้คาดว่า เศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มนี้ จะขยายตัว 5.5% จากนั้นก็จะแข็งแกร่งขึ้นมาอยู่ที่ 5.7% และ 5.8% ในปี 2557 และ 2558

การเติบโตของประเทศรายได้สูงยังคงอ่อนแออยู่ ด้วยอัตราการขยายตัวของจีดีพีเมื่อปีที่แล้วแค่ 1.3% และคาดว่าจะยังชะลอตัวต่อไปมีระดับการเติบโตที่ไม่เปลี่ยนแปลงที่ 1.3% ในปีนี้ ก่อนที่จะขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 2% ในปี 2557 และ 2.3% ในปี 2558 

สำหรับภาคพื้นยุโรปนั้น ธนาคารโลกคาดว่า กว่าที่เศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวอีกครั้งก็ต้องรอไปจนถึงปี 2557 โดยคาดว่าในปีนี้เศรษฐกิจจะหดตัว 0.1% ก่อนขยายตัว 0.9% ในปีหน้า และ 1.4% ในปีถัดไป

ส่วนการค้าโลกในเรื่องสินค้า และบริการ ที่มีการขยายตัวเพียง 3.5% ในปี 2555 คาดว่าจะโตเร็วขึ้น มีระดับการขยายตัว 6% ในปีนี้ และสูงถึง 7% ภายในปี 2558 

อย่างไรก็ดี รายงานเตือนว่า เศรษฐกิจโลกยังมีปัจจัยเสี่ยงขาลงอยู่ รวมถึง ภาวะชะงักงันในกระบวนการแก้ไขวิกฤติของกลุ่มประเทศยุโรป ปัญหาหนี้และงบประมาณของสหรัฐ ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการชะลอตัวอย่างรุนแรงของการลงทุนในจีน และอุปสรรคต่างๆ ที่ขวางการจัดหาน้ำมันโลกไม่ให้ราบรื่น

ในช่วงเวลาที่สภาพแวดล้อมภายนอกอ่อนแอเช่นนี้ ประเทศกำลังพัฒนาที่อยากเห็นเศรษฐกิจขยายตัว จำเป็นต้องปรับรูปแบบเศรษฐกิจให้แข็งแรงมาจากภายในประเทศ ด้วยการเสริมความแข็งแกร่งในด้านธรรมาภิบาล พร้อมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสาธารณสุข

รายงานเศรษฐกิจฉบับนี้ ยังเน้นให้เห็นถึงรายละเอียดสำคัญเป็นรายภูมิภาคไว้ด้วย

เอเชียตะวันออก และแปซิฟิก การขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ราว 7.5% ในปีที่แล้ว จากระดับ 8.3% ในปี 2554 ส่วนใหญ่เป็นเพราะความต้องการภายนอกที่ซบเซา และการดำเนินนโยบายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อของจีน โดยการขยายตัวในภูมิภาคนี้ ไม่รวมจีนลดลงไม่มากนัก เพราะมีความต้องการภายในประเทศที่แข็งแกร่งมาชดเชย 

ธนาคารโลกคาดว่าจีดีพีของทั้งภูมิภาคจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 7.9% ในปีนี้ ก่อนที่จะทรงตัวในระดับประมาณ 7.5% ในปี 2558 โดยที่เศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 8.4% ในปี 2556 ก่อนลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 7.9% ภายใน 2 ปีข้างหน้า โดยในช่วงระหว่างปี 2556-2558 คาดว่าเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออก และแปซิฟิก ไม่รวมจีนจะมีอัตราโตโดยเฉลี่ย 5.9% ผลจากความต้องการที่แข็งแกร่งภายในภูมิภาค และกระแสการค้าโลกที่หนาแน่น

อาเซียน สำหรับประเทศเศรษฐกิจสำคัญในอาเซียนนั้น คาดว่าในปี 2556 จะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.8% เพราะประเทศในกลุ่มนี้ ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของการค้าโลก และเศรษฐกิจจะโตขึ้นไปอยู่ที่ 5.9% ในปี 2558 จากการที่เศรษฐกิจอินโดนีเซีย ยังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ที่ราว 6.6% ส่วนเศรษฐกิจมาเลเซียก็ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ที่ 5.0% เช่นเดียวกับไทยและฟิลิปปินส์ ที่คาดว่าจะมีการขยายตัวราว 4.5% และ 6.0% ขณะที่เวียดนาม ซึ่งขยับฐานะมาเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน จะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น หนุนให้เศรษฐกิจขยายตัว 6.0%

ส่วนประเทศรายได้น้อยในภูมิภาคนี้ ธนาคารโลกคาดว่า ลาวจะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ที่ 7.5% โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนอย่างแข็งแกร่งในการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ และเหมืองแร่ ทั้งการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ยังเอื้อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ จากการมีส่วนแบ่งในตลาดโลกเพิ่มขึ้น สำหรับกัมพูชา คาดว่าจะโตราว 7.0% จากความสำเร็จในการผลิตข้าวได้มากขึ้น เม็ดเงินเอฟดีไอที่ไหลบ่าเข้ามาในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม และการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ขณะที่พม่านั้น ธนาคารโลกชี้ว่า มีศักยภาพในการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เพราะการเปลี่ยนถ่ายทางการเมืองอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้ให้ตัวเลขคาดการณ์จีดีพีแต่อย่างใด

ยุโรปและเอเชียกลาง ธนาคารโลกประเมินว่า เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงอย่างรุนแรง ขยายตัวแค่เพียง 3% ในปี 2555 จาก 5.5% เมื่อปี 2554 เพราะเจอปัญหาหนักหน่วงในหลายด้าน รวมถึง ความต้องการภายนอกที่ยังอ่อนแอ ความอ่อนแอของภาคธนาคารยุโรป ภัยแล้ง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งขึ้น สร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ 

ธนาคารโลกมองว่า เศรษฐกิจของภูมิภาคนี้จะฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3.6% ในปีนี้ และขยายตัวถึง 4.3% ภายในปี 2558 โดยโอกาสในระยะกลางของภูมิภาคยังอยู่ในขั้นที่น่าเป็นห่วง ขึ้นอยู่กับการแก้ไขความไม่สมดุลระหว่างปัจจัยภายนอก อาทิเช่น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมหาศาล กับปัจจัยภายใน อย่าง การดุลงบประมาณ การว่างงาน และเงินเฟ้อ รวมถึง การแก้ปัญหาในเรื่องขีดความสามารถทางการแข่งขัน และการตึงตัวในเรื่องโครงสร้าง 

ละตินอเมริกาและแคริบเบียน ในปี 2555 การขยายตัวของจีดีพีในภูมิภาคนี้ลดลงมาอยู่ที่ 3% จากระดับ 4.3% ในปีก่อนหน้านั้น เพราะความต้องการภายในของบรรดาประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดในภูมิภาคชะลอตัวลง ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่อ่อนแอภายนอกประเทศ 

การขยายตัวของบราซิล ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดของละตินอเมริกา และแคริบเบียน ขยายตัวแค่ 0.9% เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งธนาคารโลกชี้ว่า จะเป็นต้องมีการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า โดยเฉพาะในเรื่องการลงทุนจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) อันแข็งแกร่ง และความต้องการภายนอกที่ทะยานขึ้นอย่างมาก จึงจะช่วยยกระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ ในช่วงระหว่างปี 2556-2558 ให้มาอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 3.8% ได้