Pattara Suriyawong
3
All posts from Pattara Suriyawong
Pattara Suriyawong in Pattara Suriyawong,

Q4 กูเกิลรายได้โต สวนทางอัตราราคาคลิกลิงก์โฆษณาหด 6%

ยักษ์ ใหญ่ผู้ให้บริการค้นหาข้อมูลออนไลน์รายใหญ่อย่างกูเกิล (Google) ประกาศรายรับพุ่งกระฉูดเกินหน้าคำพยากรณ์นักวิเคราะห์ สวนทางกับอัตราค่าโฆษณาแบบจ่ายตามคลิกหรือ cost-per-click ที่ลดลงจากปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด นักวิเคราะห์จับตานี่คือสัญญาณบอกว่าตลาดโฆษณาบนอุปกรณ์พกพาหรือโมบายล์แอด กำลังขยายอิทธิพล ด้านกูเกิลย้ำไม่ได้รับผลกระทบเพราะเอสเอ็มอียุคใหม่แห่ใช้บริการโฆษณารูป แบบอื่นในตระกูลกูเกิลมากขึ้น
       
       ตลอด 3 เดือนปลายปีที่ผ่านมา (ตุลาคม-ธันวาคม 2012) กูเกิลระบุว่าสามารถทำรายรับสุทธิ (ไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านการควบรวมกิจการ) 9.83 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 8.13 พันล้านเหรียญที่เคยทำได้ในช่วงปลายปี 2011 โดยตัวเลขที่กูเกิลทำได้นั้นเหนือกว่า 9.6 พันล้านเหรียญ ซึ่งเป็นตัวเลขเฉลี่ยที่สำนักข่าวรอยเตอร์สคำนวณจากความเห็นนักวิเคราะห์ 6 ราย
       
       หากดูในภาพรวมปี 2012 กูเกิลระบุว่าสามารถทำรายรับทั้งปีได้ทะลุ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 1.5 ล้านล้านบาทเป็นปีแรก โดยเพิ่มจากปี 2011 ที่เคยทำรายรับรวมได้ 3.8 หมื่นล้านเหรียญ คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 36%
       
       แม้รายได้ของกูเกิลจะเติบโตมหาศาล แต่นักวิเคราะห์กลับจับตาตัวเลขค่าเฉลี่ย cost-per-click หรือราคาที่นักโฆษณาต้องจ่ายเงินให้กูเกิลเมื่อมีการคลิกลิงก์โฆษณาบน เว็บไซต์กูเกิล รายงานระบุว่า cost-per-click ในปีนี้ลดลง 6% จากปีที่แล้ว และถือเป็นการลดลงติดต่อกันไตรมาสที่ 5 แม้จะมีการกระเตื้องขึ้นในไตรมาสที่ 3 ของปีที่ผ่านมา

จุดนี้ผู้บริหารกูเกิลระบุว่า การลดลงของราคา cost-per-click นี้อาจเป็นผลส่วนหนึ่งจากนโยบายการเปลี่ยนแปลงจำนวนและคุณภาพของโฆษณาที่จะ ปรากฏบนหน้าเว็บไซต์กูเกิล บวกกับการปรับลดราคา cost-per-click ในช่วงเทศกาลจับจ่ายปลายปี ทั้งหมดนี้นักวิเคราะห์มองว่าแม้ cost-per-click จะลดลงต่อเนื่อง แต่ก็ยังอยู่ในระดับดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
       
       อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เชื่อว่าการลดลงของ cost-per-click เป็นผลโดยตรงจากการที่ผู้บริโภคย้ายไปค้นหาข้อมูลบนสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นตลาดที่อัตราราคาโฆษณา cost-per-click ของกูเกิลนั้นต่ำกว่าบนเว็บไซต์มาตรฐานของกูเกิล
       
       ทั้งหมดนี้ไม่มีผลกระทบต่อกูเกิล เพราะกูเกิลย้ำว่าบริษัทมองเห็นความต้องการบริการโฆษณาออนไลน์อื่นๆ ที่กูเกิลให้บริการเพิ่มเติมจากการโฆษณาบนเว็บไซต์ Google.com ทั้ง บริการโฆษณาบนอุปกรณ์พกพา mobile ads, โฆษณาแบนเนอร์ display ads, วิดีโอโฆษณา video ads รวมถึงโฆษณาในรูปรายการสินค้าหรือ product listings ที่เพิ่งให้บริการในต่างประเทศ ซึ่งแม้กูเกิลจะไม่ให้รายละเอียดตัวเลขรายได้ตามประเภทบริการ แต่ยักษ์ใหญ่เสิร์ชเอนจินก็ยืนยันว่ากลุ่มเอสเอ็มอีเพิ่มการใช้จ่ายบนบริการ ที่หลากหลายของกูเกิลมากขึ้น

 

 

หนึ่งในสิ่งที่นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับกูเกิลมากที่สุดคือการขาดทุนของกลุ่ม ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโมโตโรล่าโมบิลิตี (Motorola Mobility) ที่กูเกิลซื้อกิจการมาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งแลร์รี เพจ (Larry Page) ซีอีโอกูเกิลระบุว่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้กูเกิลมีจุดยืนที่ดี กว่าในการปฏิวัติโลกแห่งอุปกรณ์พกพาและโลกเครือข่ายสังคม โดยไตรมาสที่ผ่านมาธุรกิจโมโตโรล่าภายใต้การบริหารของกูเกิลถูกบันทึกว่าขาด ทุน 353 ล้านเหรียญสหรัฐ
       
       งานนี้ ซีอีโอเพจแสดงความมั่นใจเรื่องคำท้าของเฟซบุ๊ก (Facebook) ที่เพิ่งเปิดตัวบริการค้นหาข้อมูลใหม่ล่าสุดบนโลกโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่ากูเกิลมีประสบการณ์บนโลกออนไลน์เสิร์ชมานานหลายปี รวมถึงมีนวัตกรรมเทคโนโลยีเสิร์ชมากมาย เช่น การเสิร์ชด้วยเสียง เชื่อว่าทั้งหมดจะทำให้กูเกิลสามารถทิ้งห่างเฟซบุ๊กได้หลายช่วงตัว
       
       ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมากูเกิลสามารถทำกำไรสุทธิ 2.89 พันล้านเหรียญหรือประมาณ 8.62 เหรียญต่อหุ้น เทียบกับ 2.71 พันล้านเหรียญ และ 8.22 เหรียญต่อหุ้นที่เคยทำได้ในช่วงปีที่ยังไม่ซื้อกิจการโมโตโรล่า ซึ่งหากไม่รวมค่าใช้จ่ายจากการควบรวมกิจการ กูเกิลทำกำไรสุทธิในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา 10.65 เหรียญต่อหุ้น
       
       หลังการประกาศ มูลค่าหุ้นของ Google ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า 5% สะท้อนว่านักลงทุนยังเชื่อมั่นในกูเกิลเต็มเปี่ยม